ชีวิตเด็ก MIT ท่ามกลางจักรยานอันกว้างใหญ่ไพศาล

Kamin MIT Diary #3 Boston เป็นเมืองจักรยาน ถึงจะไม่ hardcore เท่าฝั่งยุโรป แต่ก็เรียกได้ว่ากระพริบตาปริบๆ 8 ทีก็จะเจอคนขี่จักรยาน ผมรู้สึกว่าเห้ย เป็นเมืองที่โคตรเท่เลย เราเองก็ฝันอยากจะมี lifestyle แบบตื่นมาตอนเช้าๆ (ซึ่งตัดกลับมาภาพจริงคือ แหกขี้ตาตื่น 10 โมงได้ก็เก่งละ) ปั่นจักรยานไปซื้อกาแฟ แล้วก็ทักทายเซย์ไฮคนแปลกหน้าที่ปั่นร่วมทางระหว่างไปทำงาน

Kamin MIT Diary #3

Boston เป็นเมืองจักรยาน

ถึงจะไม่ hardcore เท่าฝั่งยุโรป แต่ก็เรียกได้ว่ากระพริบตาปริบๆ 8 ทีก็จะเจอคนขี่จักรยาน

ผมรู้สึกว่าเห้ย เป็นเมืองที่โคตรเท่เลย เราเองก็ฝันอยากจะมี lifestyle แบบตื่นมาตอนเช้าๆ (ซึ่งตัดกลับมาภาพจริงคือ แหกขี้ตาตื่น 10 โมงได้ก็เก่งละ) ปั่นจักรยานไปซื้อกาแฟ แล้วก็ทักทายเซย์ไฮคนแปลกหน้าที่ปั่นร่วมทางระหว่างไปทำงาน

นิมิตผมไม่ได้เกินจริงเลยสำหรับที่นี่ มันคือปกติมากๆ ผมเน้นยังว่ามากๆ

เมืองนี้มี Startup ที่ทำ Bike sharing platform ยอดนิยมชื่อ Hubway

เห้ย น่าทำบ้างในบ้านเรา ผมคิดในใจ

แต่นึกขึ้นได้ เออ บ้านเราก็มี ปันปั่น ของกทม.อยู่แล้วนี่หว่า (ซึ่งดูทรงจะไม่ค่อยเวิร์ค)

บางทีไม่ใช่ว่าต่างชาติเขาคิดเก่งกว่าเรานะ (แต่บางทีแนวคิดเขาก็ดีกว่าจริง) แค่สังคมของเขามันมีสิ่งที่เอื้อให้เกิดมากกว่า

คือก็จะให้ระบบแชร์จักรยานเกิดในไทยได้ไง ถ้าคนที่อยากใช้จักรยานในการ commute ทุกวันยังไม่มีเลนจะขี่ ไม่มีที่จอด และทางเท้าก็ยังไม่ถูกเคลียร์

มองย้อนไป AirBnb ก็คงไม่มีถ้ามันไม่มี bed & breakfast มาก่อน หรือ Lyft ก็คงไม่เกิดถ้าคนอเมริกาไม่นิยม carpool มาก่อนเหมือนกัน

การพัฒนาอะไรบางอย่างขึ้นมา มันมีขั้นมีตอน มีรากฐานของมันที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือรากในแต่ละที่ด้วย แถมจะกระโดดข้ามขั้นก็ไม่ได้ด้วยนะ

เหมือนเราไม่สามารถสอนเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ได้โดยไม่ผ่านช่วงวัยรุ่น

ว่าแล้วก็นึกย้อนไปถึงอาทิตย์แรกที่ไล่จับโปเกม่อนตามสถานีรถไฟฟ้า

ทุกสถานีจะมีประวัติของท้องที่นั้นๆเป็น wallpaper ตั้งแต่ตอนที่ Boston เปลี่ยนแปลงตัวเองจนเป็นเมืองอุตสาหกรรมในช่วงสงคราม มีการย้ายออกไป เกิดวิกฤติ และการก่อตั้งของมหาลัยจนกลายเป็นเมืองการศึกษาอย่างทุกวันนี้ และก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยู่ตัวแล้วนะ ทุกวันนี้เขาก็ยังต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลง มีคนใหม่ๆอพยพเข้ามาทุกวัน

ซึ่งประวัติเมืองเหมือนกลายเป็นไดอารี่รวมปัญหาที่เจอ และการปรับตัวในแต่ละช่วงอายุของคนในนั้น ไปจนถึง challenge ในปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ มากกว่าจะเป็นชีวประวัติเพื่อเชิดชูเกียรติของบุคคลใดบุคคลนึง

อืม.

กลับมาที่ bootcamp ของ idm วันที่ 2

คุณ Director มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับหัวข้อ session เหมือนเคย

Matt อวดว่าแกเป็นคนบ้าจักรยานมากพร้อมประกาศตัวว่าแกคือ pro cyclist ตัวจริงไม่ปิ้งย่าง

สมัยก่อนแกจะซ้อมเป็นประจำทุกวันเพื่อไปแข่งขันจริงจัง จนกระทั่งการประกาศแขวนเกียร์เพราะมีลูก

จักรยานแกถูกทิ้งไว้เป็นปี อย่างน้อยก็จนกระทั่งความอ้วนและความย้วยมาเยือน

สุดท้ายคนที่จะทนตัวเองในกระจกไม่ได้มากที่สุด ก็คงเป็นตัวเองสินะ Matt ไม่ได้กล่าวไว้ (แต่ผมเติม)

วันนึง แกตัดสินใจเอาจักรยานออกไปปั่นช้าๆชิวๆเพื่อปลุกความฟิตในตัวคุณ พอดีกับที่เพื่อนก๊วนเดียวกันที่กำลังซ้อมอยู่ปั่นผ่านมาพอดี

"Hey! Matt"

Matt โบกมือทักเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน แล้วเพื่อนก็ชวนเขาปั่นไปพร้อมๆกัน

วันนั้นเขาปั่นตามไปแบบไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดเอาชนะใครเหมือนเคย ในใจก็แค่คิดว่าปั่นตามเพื่อนไปเรื่อยๆ ถ้าเหนื่อยเมื่อไรก็คงกลับบ้านก่อน

สุดท้ายวันนั้นเขาปั่นกับเพื่อนจนจบทริป และตัดสินใจลงแข่งในสนามที่กำลังจะจัดอาทิตย์หน้า

...แล้วเขาก็ชนะ ในวันที่เขาไม่ได้กระหายชัยชนะอีกแล้ว

พูดจบทุกคนก็ปรบมือ

ฟังแกเล่าจบ ผมก็เริ่ม relate กับสิ่งที่ผมเคยเจอว่า จิตใจและวิธีคิดสำคัญต่อการต่อสู้ในชีวิตขนาดไหน

ใช่! ขอเพียงแค่ผมสู้กับตัวเองเป็นพอ คนอื่นจะเก่งยังไงก็ช่างเขา

ว่าแล้วก็ยิ้มอ่อน จากที่รู้สึกตัวลีบมาจากเมื่อวาน ☺️

"แต่ก็ใช่ว่าผมจะทนได้นะ ถ้าพวกคุณ deliver งานห่วยๆมาให้ผม" Matt สวนมาเหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไร

...ครับ หุบยิ้มแทบไม่ทัน