อยากเป็นคนฉลาด เลยไปลงเรียน Machine Learning

อยากเป็นคนฉลาด เลยไปลงเรียน Machine Learning

Kamin MIT Diary #8

คนเรามันชอบมี moment ว่า

เห้ย ถ้าเราตั้งใจทำอะไร ก็ไม่มีสิ่งใดยากเกินความสามารถเราไปได้

นั่นคือสิ่งที่คิดก่อนที่จะเข้าไปนั่งในคลาสแรกของ Machine Learning ที่ MIT

...อ่า นี่เป็นครั้งแรกที่มาถึงห้องเรียนก่อนเวลา มาถึงก็ร้องอือหือ เพราะคนเต็มห้อง นี่สินะ ที่ๆคนฉลาดเขาอยู่กัน

ในใจนี่ตื่นเต้นกับสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิต เพราะต้องบอกว่า field พวก AI หรือ Machine Learning เป็นอะไรที่ก้าวล้ำนำเทรนด์สุดๆ

ทุกคนพูดถึงมัน (แต่ไม่เข้าใจมัน) และถ้าใครที่ทำงานในสายนี้ก็จะดูโคตรคูล

พอผ่านไป 10 นาทีแรกก็แทบอ๊วก

เหลือบไปดูเด็กชาวจีนที่อยู่ข้างๆเริ่มเปิด heartstone เล่นกันแล้ว ส่วนแถวหลังเริ่มเดินออก ไม่รู้ว่าเข้าใจทุกอย่างแล้วหรือปลงเพราะไม่เข้าใจซักอย่างก็มิอาจทราบได้

ด้วยความที่เรานั่งอยู่ตรงกลางห้อง การจะแหวกไอ้เด็ก undergrad พวกนี้ออกไประหว่างคลาสเป็นหมาหูตกก็กลัวจะโดนพวกมันดูแคลนว่ากาก

เลยนั่งจ๋อยตลอดคลาส ระหว่างนั้นก็แชทไปหา แฟร์ และ พี่ปรุ๊ฟ เพื่อนที่ไทยซึ่งคิดว่า geek พอที่จะเป็นที่ร่มโพธิร่มไทรให้ได้พึ่งพิงตลอดเทอม

พอส่ง slide ของคลาสแรกไปให้ สิ่งได้ยินกลับมาคือ

ห่า นี่คือแค่คลาสแรกจริงเหรอ นึกว่าทั้งเทอม

และที่ทำให้หงอยไปกว่านั้นคือพิมพ์ไปบ่นกับมุกว่า เห้ย มันยากจังเลย แต่เราว่าเราจะสู้

ด้วยความที่เป็นแฟนที่ดีสุดๆ มุกพิมพ์กลับมาว่า

อย่าเลย It’s not your strength”

จอบอ.

.

สุดท้ายเลยถอนไป แต่ก็ไม่วาย เทอมนี้เอาใหม่ เลยไปลงวิชา Intelligence Multimodal User Interface ซึ่งตอนแรกดูชื่อก็ไม่น่ากลัวเท่าไรเพราะมีคำว่า User Interface อยู่ ซึ่งเราเนี่ยอย่างโปร

ที่ไหนได้ คุณหลอกดาว

 

มันคือ Machine Learning ดีๆนั่นเอง ซึ่งต้องบอกว่าคำว่า Machine Learning เนี่ยเป็นคำที่โคตรจะกว้าง คือใครที่บอกว่าเป็น Machine Learning ก็ต้องมาคุยกันยาวอีกว่ามันเป็นอะไรกันแน่ (ฟะ)

สำหรับคลาสนี้คือเป็นพวก Gesture, Speech Recognition ไปจนถึงพวก Neural Network เบาๆ

Professor David ซึ่งเป็นคุณลุงอายุ 70-80 แต่สติปัญญาเฉียบคม อารมณ์ขันยังเฉียบแหลมอยู่ ช่วยทำให้วิชานี้ที่ดูเป็นภาษาต่างดาว ฟังรู้เรื่องสำหรับคนมากขึ้น

แต่ความหนักคือการบ้านที่เยอะมาก อ่าน paper ใหม่เกือบทุกวัน รวมทั้งการบ้านที่แกเรียกว่า mini project นั่นควรจะเรียกว่า final project มากกว่า

ได้การบ้านใหม่ทีไรก็หลังยอกกันทุกที เพราะต้องถ่อสังขารไปนั่งสุยการบ้านยันเช้ากับ Prateek และ Lei เพื่อนเดนตายที่หลวมตัวมาลงวิชานี้ด้วยกัน

โดยเฉพาะการบ้านอันแรก เริ่มตั้งแต่การให้เราเขียนโปรแกรมที่ recognize และแปลงรูปวาดจากเม้าส์ให้กลายเป็นรูปสวยๆหรือตัวหนังสือ โดยถ้านึกดีๆ เวลาคนวาดโดยใช้เม้าส์ มันจะยึกยือๆโดยธรรมชาติ โปรแกรมของเราจะรู้ได้ไงว่าเส้นยึกยือนั้นเขาตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แค่นี้ก็ปวดตับละ ซึ่งไม่เคยถามกันเล้ยยยว่าคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานแบบชั้นจะทำเยี่ยงไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือการที่เราสามารถเข้าไปตั้งกระทู้แบบ annonymous ใน webboard ของคลาสเพื่อถามคำถามอะไรก็ได้

เราเลยจัดเรียงความไป 1 ดอก ระบายความรู้สึกสิ้นหวังของเด็กนักเรียนโง่ๆคนนึงที่ห่างไกลบ้านเกิด กับความพยายามที่ไร้ผลเพราะคนมันไม่มีความรู้


ลงชื่อ บุรุษนิรนาม

ผลคืออาจารย์เลื่อน deadline ให้ 3 วัน!!

น้ำตาจะไหล

แต่ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะนักเรียนคนอื่นๆในคลาสทยอยกันมา +1 จนกระทู้นั้นกลายเป็นกระทู้ยอดฮิต

 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าไปกลัวที่จะบอกว่าเราไม่รู้ เพราะคนที่ทำท่าเหมือนจะรู้เรื่อง

มันก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ