เข้า MIT แล้วเจออะไร – วันแรกกับชุมนุมเจ้ายุทธจักร 💪

Kamin MIT Diary #2 Bootcamp วันแรก ปกติไม่ค่อยหวั่นกับการแนะนำตัวเท่าไร แต่วันนี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะในบรรดา 10-20 คนที่ถูกคัดเข้า MIT idm เราคือคนที่น่าจะเด็กสุด แถมภาษา (ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด) ก็ยังถูไถๆ

Kamin MIT Diary #2

Bootcamp วันแรก

ปกติไม่ค่อยหวั่นกับการแนะนำตัวเท่าไร แต่วันนี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะในบรรดา 10-20 คนที่ถูกคัดเข้า MIT idm เราคือคนที่น่าจะเด็กสุด แถมภาษา (ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด) ก็ยังถูไถๆ

เมื่อประมาณ 2 วันก่อนมีอีเมลล์จาก Melissa (ครูที่คอยดูแลนักเรียนทุกเรื่องตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ) ส่งมาว่าใครมี slide สำหรับ introduce ตัวเองก็เตรียมมาได้เลย ด้วยความที่เรายุ่งๆเรื่องหาที่อยู่ และยังต้องคอยคุมงานหลายๆโปรเจคจากฝั่งไทยอยู่ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำไป พอไปถึงนู่นเท่านั้นแหละ... ทุกคนเตรียมมาหมดเลย!

และคือเตรียมมาอย่างตั้งใจไม่ใช่ไก่กาซะด้วยสิ

...ดริฟแล้ว ณ จุดๆนั้น

เรารีบเปิดคอมกะจะปั่นแต่ก็หาจังหวะยากมาก เพราะมันตรงกับจังหวะที่ทุกคนอยากทำความรู้จักกันสุดๆ

กำลังพิมพ์ๆปั่น slide

"Hi! Nice too meet you. I'm บลาๆๆ"

โอเค๊ หยุดทำงานมาคุยก่อนก็ได้ พอหาจังหวะได้รีบแนบคอมพุ่งเข้าห้องน้ำทันที!

อ่าว เดชะกรรม เน็ตไปไม่ถึง เวรกรรมแท้ๆ

ซักพักพอถึงเวลา คุณ Matt ซึ่งเป็น Director ของ idm ก็เดินเข้ามาพร้อมกล่าวต้อนรับ

Matt เป็นคนที่สุดยอดมาก บุคลิกเขาประหนึ่ง Steve Jobs พูดอะไรก็กินใจ มีแง่มุมที่โยงถึงการใช้ชีวิต มีความเป็นผู้นำ มั่นใจ และก็ออกแนวตลกร้ายหน่อยๆด้วย

จริงๆเราเคยเจอ Matt ทาง Skype แล้วครั้งนึงตอนสัมภาษณ์ เราโดน Timezone เล่นงานเข้าอย่างจังเพราะเวลาสัมภาษณ์ตรงกับตี 2 ของเวลาไทย

ณ จุดๆนั้นคือตื่นเต้นแล้วตื่นเต้นอีก ทำไงดีวะ เห็นกีต้าร์ข้างๆเลยหยิบมาเกลาให้คลายกลุ้ม ซักพัก Call มาแล้วโว้ย! กดรับ เอ้า Skype แฮ๊งค์... ในใจตอนนั้นคือทั้งด่า Microsoft ที่ซื้อ Skype ไป ทั้งท่องบทที่เตรียมไว้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว (เราเป็นใคร ทำอะไรมา ข้อเด่นข้อด้อย ทำไมต้องรับเรา บลาๆๆ)

มาถึงทักทายกันกรุบกริบ พี่แกก็ถามคำถามแรก

"What make you happy the most?"

"(ตอบคำตอบที่ทั้งดูฉลาดและหล่อเหลา)"

"What else?"

"(ตอบคำตอบที่ฉลาดและหล่อเหลาน้อยกว่าข้อแรก)"

"I see. What else?"

"..."

แล้วพี่แกก็ขยี้อย่างงี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะนึกคำตอบไม่ออก

ผมนึกในใจ ตาลุงคนนี้ก๊วนกวน ขณะผมตอบ แกก็เอาแต่ก้มหน้าจดตลอดจนผมไม่แน่ใจว่าลุงให้คะแนนผมหรือกำลังวาดรูปการ์ตูน 4 ช่อง

แต่ก็นั่นแหละ นั่นคือภาพแรกของเขา และพอวันนี้เจอตัวจริง ผมกลับโคตรประทับใจในทั้งความคิดและบุคลิกแกเลย รู้สึกได้ว่าคนนี้มีออร่าเจิดจรัสหาตัวจับยาก ระหว่างนั่งฟังแก เพื่อนข้างๆสะกิดพร้อมกระซิบว่า เห้ยยูรู้ไหม ที่เขาสมัครโปรแกรมนี้เพราะ Matt เลยนะ ลูกศิษย์แกแต่ละคนเจ๋งๆทั้งนั้น อย่าง Founder AirBnb ก็ลูกศิษย์แกนะ

เห้ย...โคตรคูล

หลังจากที่ Matt เล่าประวัติวัยเด็กและการต่อสู้ของแกให้ฟังแล้ว แกก็เข้าเรื่องว่าแกเป็นคนที่กบฎและหันหลังให้กับระบบการศึกษามาโดยตลอด แกไม่เชื่อว่าคะแนนจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนได้ สิ่งที่แกคาดหวังมากกว่าคือ commitment และ loyalty ต่อทั้งตัวเอง สิ่งที่ตัวเองทำ และต่อเพื่อนร่วมทีม แกจะไม่ทนกับคนที่ไม่เต็มที่ไม่ว่ากับอะไร

พูดจบผมสะดุ้งเฮือกเหมือนตื่นจากภวังค์ ...ชิบหาย แล้วกูก็เตรียมตัว เตรียม slide มาดีซะด้วยสิ

และก็ยิ่งซวยซ้ำไปอีกเพราะต้อง present เป็นคนที่ 4 เนื่องจากคนข้างหน้าดันไฟแรงยกมืออาสาขอเริ่มก่อน ความหวังในใจผมคืออาศัยเศษเวลาที่เพื่อนแต่ละคนยกคอมไปต่อกับ projector ในการดึงรูปครอบครัว product ทุกอย่างที่ผมเคยทำ และรูปตอนเล่นคอนเสิร์ต จาก dropbox เพื่อมาร้อยเรียงเป็น story สุดโชกโชน และตบท้ายด้วย slide หน้าสุดท้ายเป็นรูปแนะนำหมาแมวที่บ้าน เอวัง

พอได้ฟังเพื่อนแต่ละคนเล่าเรื่องตัวเอง ทุกคนคือสุดยอดทั้งนั้นเลย (และผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ) ทั้งฉลาด เก่งทั้งความคิดและปฏิบัติ ทำงานหนัก มี passion มีพลังบวก friendly มีความเป็น entreprenuer เก่งหลายด้าน ใช้ชีวิต ภาษาดี มีความเป็นผู้นำ และ story แต่ละคนคือผ่านการต่อสู้ในแบบของตัวเอง และมีเอกลักษณ์

คนนึง บ้านเป็นฟาร์ม มีหมูแสนรู้ อารมณ์เหมือน Babe วิ่งดุ๊กดิ๊กๆอยู่ในบ้านที่เป็น Home office ทำ startup กับคุณแม่ 2 คนเกี่ยวกับหมึกและวิธีการพิมพ์พิเศษที่ประหยัดได้กว่า 30% เทียบกับปกติ

อีกคนเป็นมือทำ VFX ให้หนังใหญ่หลายเรื่อง รวมถึงฉากรบใหญ่ใน Game of Thrones (ทราบภายหลังว่าเคยอยู่ในทีมที่ทำ Jar Jar Binks ใน Star Wars Episode I ด้วย พี่แกเล่าให้ฟังแบบจำใจเล่าเพราะหลุดออกมาแล้ว) พอทำมานานจนเบื่อก็เลยมาเรียน แกเล่าว่าวันนี้ที่แกเข้า MIT คือวันเดียวกับที่ลูกเปิดเรียน

เห้ย...โคตรคูล

ถึงตาผม ผมออกไปสุยหน้าห้องอย่าง (ภายนอกที่ดู) มั่นใจ ได้รับเสียงปรบมือเกรียว พร้อมคำชมเชยว่ายูคุมเวลาในการ present ได้ดีมาก ไม่เกินเวลาด้วย

เปล่า... กูไม่ได้เตรียมมาครับ

หลังจากแนะนำกันครบทุกคน ผมก็ตัวลีบลงเรื่อยๆเพราะเจอพลังของแต่ละคน

Matt ถามว่ามีใครอยากจะบอกความรู้สึกไหม

ผมบอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้เจอเพื่อนที่เชื่อและมองเห็น value แบบเดียวกัน หรือมี core บางอย่างที่เหมือนผม แม้ว่าทุกคนจะต่างกันสุดขั้ว หรือมาจากคนละมุมโลก มันเป็นสิ่งที่ผมหาจากคนรอบข้างไม่ได้ตอนอยู่ไทย และผมก็ยังรู้สึกเหมือนผมยังต้องค้นหาตัวเองอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตอนมาเพื่อนๆก็ถามว่าเห้ย แล้วทำไมต้องมา บริษัทเรา โปรเจ็คเรา วงดนตรีเรา ทุกอย่างกำลังไปได้สวย และทุกอย่างก็คือสิ่งที่เราชอบหมดแล้ว ยังต้องเรียนต่ออีกเหรอ ยังมีอะไรให้เราต้องไปค้นหาในมหาลัยอีกเหรอ เราตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจะไปเอาอะไร มันไม่ใช่ไปเอาใบปริญญาหรือความรู้ แต่เราแค่รู้สึกว่าจุดที่ยืนอยู่มันไม่พอแล้วตอนนี้

สุดท้ายเราอาจจะยังต้องค้นหาตัวเองตลอดชีวิตก็ได้นะ
.
Matt เสริมว่าเขาก็เหมือนกัน แก่ปูนนี้ก็ยังต้องค้นหาตัวเอง เพราะงั้น...
Happy exploring!

ผมพยักหน้า

มีเพื่อนอีกคนนึงพูดขึ้นมาว่า เขารู้สึกเป็นตัวปลอมมากๆเมื่อได้เจอกับทุกคน

ผมพยักหน้าอีก

(คิดในใจ... กูปลอมกว่ามึงเย๊อะ)